ppsan
|
 |
« Reply #1 on: 10 March 2025, 11:01:09 » |
|
เพลง เสน่หา
เพลงเสน่หา เป็นผลงานที่แต่งทั้งคำร้องและทำนองโดยครูมนัส ปิติสานต์ หรือ พ.อ.อ. มนัส ปิติสานต์ เดิมท่านชื่อ “มะลิ” แต่มาเปลี่ยนชื่อเป็น “มนัส”
ครูมนัสเรียนที่กองดุริยางค์ทหารอากาศ ในรุ่นที่ 1 และเป็นลูกศิษย์ของพระเจนดุริยางค์ ครูมนัสบอกว่า “ในการเขียนเพลงนั้น สวรรค์มอบมาให้จริง ๆ จะถ่ายทอดให้ใครก็ไม่ได้ หากผู้ใดหรือใครอยากจะเป็นนักแต่งเพลง ต้องมีพรสวรรค์ในการเสกสรร ปั้นคำ หาไม่แล้วก็จะเป็นเพลงที่ไร้เสน่ห์..”
การประพันธ์เพลงเป็นองค์ความรู้ที่ลุ่มลึก โดยครูมนัสได้ผสมผสานทั้งทางด้านดนตรีไทยและสากล เช่น เพลงเสน่หา การร้องมีการเอื้อนแบบเพลงไทยเดิมอย่างเหมาะสม มีความไพเราะกินใจ เป็นเพลงที่โดดเด่นมาก ส่วนคุณค่าในคำประพันธ์ พบว่าเพลงรักต่าง ๆ มาจากใจของครูมนัส ที่นำเอาเรื่องราวของชีวิตจริงแล้วกลั่นออกมาจากใจ เป็นความรักไม่สมหวัง รักปนเศร้า ที่มีความไพเราะกินใจทั้งทำนองและคำร้อง
เพลงเสน่หา แต่งในปี พ.ศ. 2507 ซึ่งขณะนั้นครูมนัสได้ไปทำงานเป็นครูสอนดนตรีที่สถานีโทรทัศน์ กรมประชาสัมพันธ์ มีบ้านพักริมบึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น ต่อมาปี พ.ศ. 2509 เพลงนี้ได้ขับร้องและบันทึกแผ่นเสียงโดยสุเทพ วงศ์กำแหง
ครูมนัสบอกว่า “คืนนั้นพระจันทร์ลอยเด่นเต็มดวงสวยมาก เป็นช่วงเดือนธันวาคม อากาศกำลังหนาว จึงเกิดอารมณ์อยากเขียนเพลง ในท่วงทำนองของคนที่ผิดหวังในเรื่องความรัก แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ตั้งชื่อ เมื่อนำมาบันทึกแผ่นเสียงจึงใช้คำจากวรรคสุดท้ายของเพลงบรรทัดแรก คือคำว่า “เสน่หา” มาเป็นชื่อเพลง”
นอกจากนี้แล้วครูมนัส ปิติสานต์ ยังได้เล่าผ่านการสัมภาษณ์ของอาจารย์อานันท์ นาคคง ไว้ว่า "ไม่เคยคิดเลยว่าเพลงนี้จะกลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟัง เพราะเป็นการเขียนที่ใช้ภาษาง่าย ง่ายมาก ๆ เลย เป็นเรื่องของคำถาม เป็นเรื่องของการระบายของอารมณ์ความเจ็บปวด ที่เราถูกทิ้งไว้ แล้วก็ไปเจอคนที่มาใส่ใจ เราก็ไม่แน่ใจว่าชีวิตของศิลปินอย่างเราจะมีคนใส่ใจ เพราะความเป็นศิลปินเรารู้สึกต่ำต้อย และเมื่อเขามาสนใจ ให้ความสนิทสนม เป็นปัญหาที่ต้องถามตัวเอง ก็เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมา ถามว่าที่มาเนี่ย จริงใจหรือ แล้วนำความเจ็บปวดที่เจ็บตอนนั้นใส่เข้าไป
‘สงสารใจฉันบ้าง วานอย่าสร้างรอยช้ำ ซ้ำเป็นรอยสอง รักแรกช้ำน้ำตานอง ถ้าเป็นสอง ฉันคงต้องขาดใจตาย’
... เป็นความรู้สึกส่วนตัว และนึกถึงว่าคงยังมีอีกหลายคนคล้ายเรา ก็เขียนว่า
‘ความรักเอยเจ้าลอยลมมาหรือไร มาดลจิตมาดลใจเสน่หา’
เลยถามว่า
‘รักนี้จริงจากใจหรือเปล่า หรือเย้าเราให้เฝ้าร่ำหา หรือแกล้งเพียงแต่แลตา ยั่วอุราให้หลงลำพอง’
เพลงเสน่หา เป็นหนึ่งในเพลงที่รักอมตะของไทยในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2475 - 2530 ซึ่งถือเป็นยุคทองของเพลงไทยสากล โดยเพลงนี้เป็นเพลงรักที่มีแก่น หรือ Theme อยู่ในกลุ่มโศกนาฏกรรมแบบเมื่อมีรักย่อมมีทุกข์ คือเป็นบทเพลงที่มีแก่นของเรื่องแบบผู้ที่เพิ่งเคยพานพบกับความรัก เป็นความสุขที่ปะปนมาพร้อมกับความทุกข์เหมือนเงาตามตัว แม้ความรักจะทำให้เกิดทุกข์แต่ก็ยินดีที่จะรับไว้ และยากที่จะตัดขาดได้
สำหรับรูปแบบคำร้อง เป็นเพลงที่มีความงดงามทางด้านวรรณศิลป์ โดยมีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาใหม่ แล้วต่อมาเมื่อเพลงได้รับความนิยมสูง คำคม หรือสำนวนในเพลงเหล่านั้นกลายเป็นสำนวนฮิต ที่ผู้คนพูดติดปากมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เช่น “ความรักเอยเจ้าลอยลมมาหรือไร” จากเพลง “เสน่หา”
.
..... ขอขอบคุณ https://www.facebook.com/photo/?fbid=4913548298732084&set=a.838110082942613
.
|